เคล็ดลับการถ่ายภาพสินค้าเพื่อลงขายของออนไลน์

คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายังไงรูปภาพก็ดึงดูดความสนใจได้ดีกว่าข้อความ เพราะการได้เห็นภาพจะทำให้เกิดความรู้สึกเชื่อมโยงถึงสิ่งที่อยู่ในรูปภาพนั้นได้อย่างรวดเร็ว ไม่เหมือนกับตัวหนังสือที่จะต้องใช้จินตนาการค่อนข้างมาก อีกทั้งบางข้อความก็ไม่สามารถสื่อสารได้ตรงกับความต้องการจริงๆ อีกด้วย จุดอ่อนที่สำคัญของการประชาสัมพันธ์หรือโฆษณาผ่านข้อความก็คือ ผู้รับสารมีโอกาสตีความได้หลากหลายกว่าที่คิด ในขณะที่ภาพถ่ายนั้นจะทำให้ผู้เห็นเข้าใจไปในทางเดียวกันได้ง่ายกว่า การขายสินค้าออนไลน์จึงต้องใช้กลยุทธ์การนำเสนอในลักษณะของภาพถ่ายให้มาก ถ้าแบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ควรอยู่ที่อัตราส่วนรูปภาพต่อตัวอักษร 60:40 เป็นอย่างต่ำ

การถ่ายภาพอย่างไรให้น่าสนใจ และขายได้

เมื่อภาพถ่ายมีความสำคัญ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์จึงต้องเรียนรู้ และทำความเข้าใจทักษะการถ่ายภาพเอาไว้ด้วย อย่าได้หวังพึ่งช่างภาพมืออาชีพเพียงอย่างเดียว ไม่อย่างนั้นก็จะต้องจ่ายเงินทุนไปกับการทำภาพอย่างมหาศาล ทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องที่เราทำเองได้ง่ายๆ อยากถ่ายรูปให้สวย มองเห็นสะดุดตาจนต้องกดเข้ามาดู ต่อยอดไปสู่การซื้อขายในท้ายที่สุด ถ้าอยากได้ผลลัพธ์แบบนี้ก็ให้ฝึกใช้เคล็ดลับต่อไปนี้ให้คล่อง รับรองว่ายอดขายจะถล่มทลายแน่นอน

– เริ่มที่ความเข้าใจสินค้าเป็นอันดับแรก ซึ่งข้อนี้ผู้ขาย หรือเจ้าของสินค้าทำได้ดีกว่าช่างภาพมืออาชีพเสียอีก เราจะรู้ว่ามุมไหนของสินค้าที่น่าสนใจ อารมณ์ของสินค้าเป็นประมาณไหน ต้องการเจาะกลุ่มลูกค้าแบบไหน ให้กำหนดกรอบคร่าวๆ เอาไว้ก่อน จะได้ใช้เป็นแนวทางในการถ่ายภาพต่อไป

– คิดให้ได้ว่าภาพที่กำลังจะถ่ายต้องการสื่อสารอะไร อันนี้สำคัญมาก เพราะหากภาพสวยแต่ไม่บ่งบอกเรื่องราวอะไรเลยก็เปล่าประโยชน์ ให้คิดไว้ก่อนเลยว่าจะถ่ายภาพเพื่ออะไร เพื่อลงโฆษณา เพื่อให้ลูกค้าเห็นมุมมองใหม่ๆ ของสินค้า เพื่อสร้างความรับรู้แบรนด์ หรือเพื่อสร้างสีสัน คิดให้เสร็จก่อนแล้วค่อยลงมือถ่ายจริง

– เลือกอุปกรณ์ประกอบฉากที่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของสินค้าแนวความคิดในการนำเสนอ เช่น ถ้าเป็นสินค้าเกี่ยวกับสมุนไพร เกี่ยวกับธรรมชาติ สิ่งที่จะนำมาประกอบภาพได้ก็ควรจะเป็นสิ่งของโทนสีเขียว สีน้ำตาล อาจใช้เป็นท่อนไม้ ใบไม้ หรือผลผลิตทางการเกษตรก็ได้ หรือถ้าเป็นสินค้าความงามก็อาจจะถ่ายคู่กับเสื้อผ้า เครื่องสำอางของใช้ที่มีความน่ารักสดใส

– เลือกใช้แสงให้เหมาะสม รูปเดียวกันถ่ายในช่วงแสงที่ต่างกันก็ให้อารมณ์ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าเป็นการถ่ายภาพกลางแจ้ง ช่วงเวลาที่ดีต่อการถ่ายภาพคือช่วงเช้าและช่วงเย็น ระหว่างวันนั้นถือว่าแสงแข็งเกินไป ภาพที่ได้ก็ไม่มีชีวิตชีวิต หากอยากให้ภาพดูแอคทีฟก็ถ่ายตอนเช้า แต่ถ้าอยากให้ดูละมุนอบอุ่นก็ถ่ายตอนเย็น

– ระวังเรื่องเงา นอกจากองค์ประกอบโดยรวมทั้งหมดแล้วก็ต้องดูองศากับปริมาณของเงาที่เกิดขึ้นด้วย บางครั้งเงาในภาพดูเข้มและเด่นกว่าสินค้าเสียอีก หรือบางทีเงาของคนถ่ายก็ไปบังสินค้าเสียเอง ต้องตรวจสอบสิ่งนี้ระหว่างการถ่ายภาพด้วย

– ถ่ายหลายๆ มุม เมื่อจัดวางสินค้าตามแบบที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว ให้ลองถ่ายหลายๆ มุม ถ่ายไว้หลายๆ ภาพ เพราะบางครั้งการมองผ่านเลนส์กับการเห็นภาพจริงตอนเอามาแต่งมันต่างกันมาก มุมที่เราไม่ได้คิดเอาไว้อาจจะกลายเป็นภาพที่ดีที่สุดก็ได้

– แต่งภาพเพื่อจบงานทุกครั้ง ต่อให้ระหว่างการถ่ายภาพ สิ่งแวดล้อมจะเป็นใจจนภาพออกมาสวยแค่ไหน ก็ต้องเอาลงคอมพิวเตอร์ใช้แอพพลิเคชั่นเพื่อการตกแต่งแสง สี และเงาอีกครั้ง จำไว้ว่าภาพที่มีความสวยคม สว่าง รวมถึงมีสีสันชัดเจนจะสะดุดตามากกว่าภาพแบบอื่นๆ

– ฝึกการถ่ายภาพในรูปแบบใหม่ๆ อยู่เสมอ ต่อให้เป็นสินค้าเดิมแต่ลูกค้าที่มาดูก็อยากเห็นอะไรที่แปลกตาไปบ้าง ใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้มากเข้าไว้ แล้วภาพที่ได้จะดีขึ้นเรื่อยๆ จนเราไม่ทันรู้ตัวเลย